เงินสหกรณ์ผิดปกติ อยากรู้ก่อนเสียหาย! กรมตรวจบัญชีฯ ดึง AI ช่วยจับความเสี่ยง—ปี 70 นำร่องแก้ 100 สหกรณ์ปิดบัญชีไม่ได้

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์เปิดแผนปีงบประมาณ 2570 นำ AI และ Data Analytics มาช่วยวิเคราะห์บัญชี ประเมินความเสี่ยง และค้นหาความผิดปกติทางการเงิน พร้อมตั้ง War Room และ Fast CAD ตั้งเป้านำร่องแก้ปัญหาสหกรณ์ที่ปิดบัญชีไม่ได้ 100 แห่ง จากทั้งหมด 377 แห่ง อีกด้านเตรียมเพิ่มครูบัญชีอาสา 4,255 ราย เพื่อให้เกษตรกรใช้บัญชีต้นทุนช่วยวางแผนการผลิตและจัดการหนี้ แต่ทั้งหมดเป็นเป้าหมายและแผนดำเนินงานปี 2570 ไม่ใช่ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นแล้ว
กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ประกาศทิศทางการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ภายใต้แนวคิด “พลิกโฉมกรมตรวจบัญชีสหกรณ์สู่องค์กรดิจิทัลที่เข้มแข็งและยั่งยืน” โดยเตรียมนำเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และการวิเคราะห์ข้อมูลเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพงานสอบบัญชีและการกำกับดูแลสหกรณ์
นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ระบุว่า ทิศทางปี 2570 จะสอดรับกับนโยบาย “CAD TRUST” ของ นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 แนวทางหลัก
1. ให้ AI ช่วยมองหาความผิดปกติทางการเงิน
แนวทางแรกคือ AI-Driven Audit นำ AI และ Data Analytics มาวิเคราะห์ข้อมูล ประเมินความเสี่ยง และค้นหาความผิดปกติทางการเงิน
เป้าหมายคือเปลี่ยนงานสอบบัญชีจากการตรวจสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ไปสู่การตรวจสอบเชิงรุกที่สามารถส่งสัญญาณเตือนและป้องกันความเสียหายได้เร็วขึ้น
กรมฯ ยังเตรียมตั้ง War Room และหน่วยเคลื่อนที่เร็ว “Fast CAD” เพื่อช่วยแก้ปัญหาสหกรณ์ที่ไม่สามารถปิดบัญชีได้อย่างเป็นระบบ
ปี 2570 ตั้งเป้านำร่อง 100 แห่ง จากสหกรณ์ที่ไม่สามารถปิดบัญชีได้ทั้งหมด 377 แห่ง
2. เพิ่มครูบัญชีอาสา 4,255 ราย
แนวทางที่สองเกี่ยวข้องกับเกษตรกรโดยตรง คือการสร้างความรู้ด้านการเงินและบัญชี
กรมฯ เตรียมพัฒนาหลักสูตร Smart Farmer รุ่นใหม่ด้านบัญชีผ่าน SmartMe Plus และจัดตั้งศูนย์ข้อมูลบัญชีต้นทุนอาชีพภาคเกษตร
เป้าหมายคือให้เกษตรกรสามารถนำข้อมูลบัญชีมาใช้วางแผนการผลิต บริหารต้นทุน จัดการหนี้สิน และประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจ
อีกเป้าหมายคือเพิ่ม ครูบัญชีอาสาระดับตำบลอีก 4,255 ราย เพื่อให้มีเครือข่ายครูบัญชีอาสาครบทุกตำบล
3. เชื่อมข้อมูลเพื่อเตือนความเสี่ยงก่อนปัญหาบานปลาย
ด้านการกำกับสหกรณ์ กรมฯ วางแผนใช้ Co-operative Core System (CCS) และศูนย์ข้อมูลทางการเงินการบัญชีภาคสหกรณ์ไทย หรือ COOP Financial Center
เป้าหมายคือเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน ประเมินสถานการณ์ และแจ้งเตือนความเสี่ยงล่วงหน้า
พร้อมใช้ช่องทาง LINE “Fin D” ในการสื่อสารและแจ้งเตือน เพื่อให้สามารถเข้าไปป้องกันหรือแก้ปัญหาก่อนขยายจนสร้างความเสียหายแก่สมาชิกและระบบสหกรณ์
4. คนตรวจบัญชีก็ต้องตามเทคโนโลยีให้ทัน
แนวทางสุดท้ายคือการพัฒนาบุคลากรของกรมฯ ทั้งด้านการสอบบัญชี เทคโนโลยี การวิเคราะห์ข้อมูล และการบริหารความเสี่ยง
รวมถึงวางเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพและพัฒนาบุคลากรให้รองรับระบบงานดิจิทัลที่กำลังเพิ่มขึ้น
แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเกษตรกร?
มีอยู่สองชั้นครับ
สำหรับ สมาชิกสหกรณ์ เรื่องสำคัญคือการตรวจพบความเสี่ยงทางการเงินให้เร็วขึ้น หากระบบ AI การเชื่อมข้อมูล และการแจ้งเตือนทำงานได้ตามเป้าหมาย ก็มีจุดมุ่งหมายช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาทางบัญชีขยายตัวจนสร้างความเสียหายต่อสมาชิก
ส่วน เกษตรกรทั่วไป กรมฯ ต้องการผลักดันให้บัญชีไม่ได้เป็นเพียงสมุดจดรายรับรายจ่าย แต่กลายเป็นข้อมูลสำหรับตอบว่า อาชีพที่ทำอยู่มีต้นทุนจริงเท่าไร หนี้สินอยู่ระดับไหน และควรวางแผนการผลิตรอบต่อไปอย่างไร
แผนปี 2570 ยังไม่ใช่ผลงานที่เกิดแล้ว
ตัวเลขในข่าวนี้ต้องรักษาสถานะให้ชัด
100 แห่ง คือเป้าหมายนำร่องแก้ปัญหาสหกรณ์ที่ปิดบัญชีไม่ได้ในปี 2570 จากทั้งหมด 377 แห่ง
4,255 ราย คือจำนวนครูบัญชีอาสาที่ตั้งเป้าเพิ่ม
ส่วนการใช้ AI – Data Analytics – Digital Audit เป็นทิศทางการดำเนินงานที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ประกาศสำหรับปีงบประมาณ 2570
ดังนั้นยังไม่ควรตีความว่ากรมฯ ใช้ AI ตรวจบัญชีสหกรณ์ทั่วประเทศครบแล้ว หรือสหกรณ์ 100 แห่งได้รับการแก้ปัญหาสำเร็จแล้ว
สิ่งที่ต้องติดตามในปี 2570 คือ AI สามารถตรวจพบความผิดปกติได้เร็วและแม่นยำเพียงใด สหกรณ์ที่ปิดบัญชีไม่ได้ 100 แห่งนำร่องสามารถแก้ปัญหาได้จริงกี่แห่ง และครูบัญชีอาสาที่เพิ่มขึ้นช่วยให้เกษตรกรนำข้อมูลต้นทุนไปใช้ตัดสินใจได้จริงมากน้อยเพียงใด
ตรงนี้จะเป็นตัววัดว่า “องค์กรดิจิทัล” เปลี่ยนจากแผนงานของหน่วยงาน ไปเป็นการป้องกันเงินของสมาชิกสหกรณ์และเครื่องมือบริหารต้นทุนของเกษตรกรได้จริงหรือไม่ครับ
เผยแพร่ : 24 กันยายน 2569
ที่มา : ข่าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เรียบเรียงโดย นาดีดี.คอม


