แชร์

“กอบศักดิ์” ตั้งโจทย์ความมั่นคงอาหาร! ดันวิจัยพันธุ์พืช–นวัตกรรมเกษตร แต่เกษตรกรยังต้องรอดู “ทำอะไรจริง?”

อัพเดทล่าสุด: 9 ก.ย. 2026
43 ผู้เข้าชม

รัฐบาลวางกรอบการทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ครอบคลุมทั้งนโยบายระยะสั้น กลาง และยาว พร้อมหยิบการวิจัยพันธุ์พืชและการใช้นวัตกรรมเกษตรเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางยกระดับภาคการผลิต แต่ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นกำหนดประเด็นนโยบาย ยังไม่มีรายละเอียดงบประมาณ รายชื่อพืชเป้าหมาย หรือมาตรการที่เกษตรกรสามารถเข้าร่วมได้ทันที

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ครั้งที่ 1/2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล

รายละเอียดการประชุมดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอีกครั้งเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569

การประชุมมีเป้าหมายกำหนดแนวทางการทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงการเชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs

วิจัยพันธุ์พืช–นวัตกรรมเกษตร ถูกวางเป็นโจทย์ระยะต่อไป

หนึ่งในประเด็นที่คณะทำงานให้ความสำคัญคือการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช รวมถึงการนำนวัตกรรมเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าของสินค้าเกษตร

แนวทางดังกล่าวเชื่อมโยงกับโจทย์ความมั่นคงทางอาหาร เพราะภาคเกษตรกำลังเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ น้ำ ต้นทุนการผลิต โรคและแมลง ตลอดจนการแข่งขันในตลาดโลก

การพัฒนาพันธุ์พืชจึงไม่ได้มีความหมายเฉพาะการเพิ่มผลผลิต แต่สามารถถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วยให้ระบบการผลิตปรับตัวต่อความเสี่ยงในอนาคตได้

พันธุ์ใหม่ไม่ควรวัดจาก “ผลผลิตสูง” อย่างเดียว

สำหรับเกษตรกร การเลือกพันธุ์มีผลต่อต้นทุนและความเสี่ยงตลอดทั้งฤดูผลิต

พันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงอาจมีข้อจำกัดด้านโรคและแมลง

พันธุ์อายุสั้นอาจช่วยให้จัดรอบการผลิตและบริหารน้ำได้ง่ายขึ้น

พันธุ์ที่ทนแล้งหรือใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพอาจเหมาะกับพื้นที่หนึ่ง แต่ไม่จำเป็นต้องเหมาะกับอีกพื้นที่

ขณะที่คุณภาพของผลผลิตต้องสอดคล้องกับความต้องการของตลาดด้วย

ตัวอย่างเช่น ข้าว กข113 และ กข119 ซึ่งกรมการข้าวรับรองเป็นพันธุ์ใหม่ ต่างมีจุดเด่นและข้อจำกัดแตกต่างกัน

กข113 มีจุดเด่นด้านศักยภาพผลผลิตและความต้านทานโรคไหม้ระยะกล้า แต่มีความอ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

ส่วน กข119 มีจุดเด่นด้านข้าวหอมพื้นนุ่มและอายุเก็บเกี่ยวสั้นกว่า แต่ก็มีข้อจำกัดด้านเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคขอบใบแห้ง

ตัวอย่างดังกล่าวสะท้อนว่า การวิจัยพันธุ์พืชที่ตอบโจทย์เกษตรกรจำเป็นต้องพิจารณาหลายคุณสมบัติพร้อมกัน

พันธุ์พืชในอนาคตควรตอบโจทย์อะไร?

หากนโยบายด้านการวิจัยพันธุ์พืชเดินหน้าต่อ สิ่งที่ควรพิจารณาไม่ใช่เพียงผลผลิตต่อไร่

แต่รวมถึงความสามารถในการรับมือสภาพอากาศแปรปรวน ประสิทธิภาพการใช้น้ำ ความต้านทานโรคและแมลง ประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย อายุเก็บเกี่ยว คุณภาพผลผลิต และความต้องการของตลาด

เพราะพันธุ์ที่สามารถลดความเสี่ยงจากโรคหรือช่วยลดจำนวนครั้งในการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช อาจช่วยลดต้นทุนได้แม้ผลผลิตสูงสุดจะไม่ได้มากที่สุด

เช่นเดียวกับพันธุ์ที่มีอายุเหมาะกับช่วงน้ำของพื้นที่ อาจช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดน้ำปลายฤดูได้

การประเมินพันธุ์จึงควรมองถึง “กำไรและความเสี่ยงต่อไร่” ควบคู่กับ “ผลผลิตต่อไร่”

นวัตกรรมต้องช่วยแก้ปัญหาจริงในแปลง

นอกจากพันธุ์พืช คณะทำงานยังให้ความสำคัญกับนวัตกรรมสินค้าเกษตร

สำหรับเกษตรกร นวัตกรรมจะมีความหมายก็ต่อเมื่อสามารถนำไปใช้ได้จริงและมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

เทคโนโลยีที่มีราคาสูงหรือใช้งานซับซ้อนเกินไป อาจไม่เหมาะกับเกษตรกรบางกลุ่ม แม้จะมีประสิทธิภาพทางเทคนิคสูง

ดังนั้น การผลักดันนวัตกรรมควรตอบให้ได้ว่า ช่วยลดแรงงาน ลดปุ๋ย ลดน้ำ ลดการสูญเสีย เพิ่มคุณภาพ หรือเพิ่มราคาขายให้เกษตรกรได้อย่างไร

ตอนนี้ยังไม่มีโครงการให้เกษตรกรสมัคร

ประเด็นนี้ต้องแยกให้ชัดเจน

การประชุมครั้งนี้ยังเป็นขั้นของการจัดตั้งคณะทำงานและกำหนดแนวทางนโยบาย

ยังไม่มีรายละเอียดว่ารัฐบาลจะวิจัยพืชชนิดใดเป็นพิเศษ ไม่มีวงเงินโครงการ ไม่มีรายชื่อพันธุ์เป้าหมาย และยังไม่มีการประกาศเปิดรับเกษตรกรเข้าร่วมมาตรการ

ดังนั้น ไม่ควรตีความว่า “รัฐบาลอนุมัติโครงการวิจัยพันธุ์พืชแล้ว”

สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือข้อเสนอจากคณะทำงานจะถูกพัฒนาเป็นโครงการหรือมาตรการใด และมีงบประมาณรองรับหรือไม่

ความมั่นคงอาหาร ต้องรวมถึงความมั่นคงของคนผลิต

การมีพันธุ์พืชที่ดีขึ้นและเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบอาหารได้

แต่สำหรับภาคเกษตร ความสำเร็จไม่ควรวัดจากปริมาณผลผลิตของประเทศเพียงอย่างเดียว

หากเกษตรกรผลิตอาหารได้มาก แต่ต้องแบกรับต้นทุนสูง ราคาขายไม่คุ้ม หรือเผชิญความเสี่ยงที่ไม่สามารถบริหารได้ ระบบการผลิตก็อาจไม่ยั่งยืนในระยะยาว

ดังนั้น การวางนโยบายด้านความมั่นคงทางอาหารควรเชื่อมโยงตั้งแต่การวิจัยพันธุ์ การผลิต ต้นทุน การแปรรูป ไปจนถึงตลาดและรายได้ของผู้ผลิต

หลังจากนี้ สิ่งที่นาดีดีจะจับตาคือ

“จากคำว่า ‘วิจัยพันธุ์พืชและนวัตกรรม’ รัฐจะเลือกแก้ปัญหาอะไรให้เกษตรกรก่อน?”

และเมื่อโครงการเกิดขึ้นจริง จะสามารถวัดได้หรือไม่ว่า...

“เกษตรกรลดต้นทุน ลดความเสี่ยง หรือมีรายได้เพิ่มขึ้นกี่บาทต่อไร่?”

เพราะความมั่นคงทางอาหารของประเทศจะเกิดขึ้นได้ในระยะยาว ก็ต่อเมื่อ คนที่ผลิตอาหารสามารถอยู่ได้จากอาชีพของตัวเองเช่นกัน

#นาดีดีดอทคอม #นาดีดีข่าวเกษตร #ข่าวเกษตร #กอบศักดิ์ภูตระกูล #ความมั่นคงอาหาร #พันธุ์พืช #วิจัยพันธุ์พืช #นวัตกรรมเกษตร #เกษตรกร #เมล็ดพันธุ์ #สินค้าเกษตร #ลดต้นทุน


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้