“นันทพงษ์” ชี้เงินเฟ้อ ส.ค. พุ่ง 2.53%! น้ำมัน–อาหารแพงขึ้น เกษตรกรจับตาต้นทุนขนส่ง–ปัจจัยผลิต

กระทรวงพาณิชย์เผยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนสิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้น 2.53% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน สูงสุดในรอบ 3 เดือน หลังราคาน้ำมันเชื้อเพลิงยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่อาหารสดและอาหารสำเร็จรูปหลายรายการปรับราคาเพิ่มขึ้น ภาคเกษตรต้องจับตาการส่งผ่านต้นทุนจากพลังงานไปยังเครื่องจักร การสูบน้ำ การขนส่ง และปัจจัยการผลิต แต่ยังไม่ควรตีความว่า “ต้นทุนเกษตรเพิ่มขึ้น 2.53%” ตามตัวเลขเงินเฟ้อ
*นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์** เปิดเผยเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป หรือ CPI เดือนสิงหาคมอยู่ที่ 102.67 เพิ่มขึ้น 2.53% จากเดือนสิงหาคม 2568
อัตราดังกล่าวเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน และเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5
ปัจจัยสำคัญมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ
ขณะเดียวกัน ราคาอาหารสำเร็จรูปและอาหารสดหลายรายการ เช่น ไข่ไก่ ไก่สด ผักสด และผลไม้สด ปรับตัวสูงขึ้น
อาหารเพิ่ม 2.99% เงินเฟ้อพื้นฐาน 1.44%
เมื่อพิจารณารายหมวด สินค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 2.99% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สินค้าที่ราคาปรับขึ้นมีทั้งข้าวราดแกง ข้าวสารเจ้า ไข่ไก่ แตงกวา ต้นหอม และส้มเขียวหวาน ขณะที่สินค้าบางรายการ เช่น ข้าวสารเหนียว กะหล่ำปลี ขิง และกระเทียม มีราคาลดลง
เงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 1.44%
ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 1.37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
เงินเฟ้อ 2.53% ไม่ใช่ต้นทุนเกษตรเพิ่ม 2.53%
ประเด็นนี้ต้องแยกให้ชัดเจน
อัตราเงินเฟ้อทั่วไป 2.53% เป็นการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภค ซึ่งสะท้อนราคาสินค้าและบริการที่ครัวเรือนซื้อ
ไม่ใช่ดัชนีต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร
ดังนั้น ไม่ควรนำตัวเลข 2.53% ไปสรุปว่าเกษตรกรมีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน
ต้นทุนของเกษตรกรแต่ละกลุ่มแตกต่างกันตามชนิดพืช พื้นที่ ระบบน้ำ เครื่องจักร ปุ๋ย แรงงาน และรูปแบบการขนส่ง
แต่สิ่งที่เชื่อมโยงกับภาคเกษตรโดยตรงคือ “ปัจจัยที่ผลักเงินเฟ้อ” โดยเฉพาะราคาพลังงาน
น้ำมันแพงสามารถเดินมาถึงแปลงได้อย่างไร?
ภาคเกษตรใช้พลังงานในหลายขั้นตอน
ตั้งแต่รถไถเตรียมดิน เครื่องจักรเก็บเกี่ยว เครื่องสูบน้ำ ไปจนถึงรถบรรทุกปัจจัยการผลิตและผลผลิต
หากราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ต้นทุนของผู้ให้บริการเครื่องจักรและผู้ประกอบการขนส่งอาจเพิ่มขึ้น
ต้นทุนดังกล่าวสามารถถูกส่งผ่านไปยังค่าเตรียมดิน ค่าเก็บเกี่ยว ค่าขนส่ง และราคาปัจจัยการผลิตที่เกษตรกรต้องจ่าย
ผลกระทบจึงไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด แต่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงและความสามารถของแต่ละธุรกิจในการรับภาระต้นทุน
น้ำมันขึ้น ไม่ได้แปลว่าปุ๋ยต้องขึ้นทันที
ปุ๋ยเป็นอีกปัจจัยที่เกษตรกรจับตาเมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน ซึ่งต้นทุนการผลิตในตลาดโลกมีความเชื่อมโยงกับก๊าซธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม ราคาปุ๋ยในประเทศไทยไม่ได้ถูกกำหนดจากราคาน้ำมันเพียงตัวเดียว
ยังขึ้นอยู่กับราคาปุ๋ยตลาดโลก ราคาก๊าซธรรมชาติ ค่าเงินบาท ค่าระวางเรือ ต้นทุนโลจิสติกส์ ปริมาณสต็อก และนโยบายส่งออกของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่
ดังนั้น การที่เงินเฟ้อหรือราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าราคาปุ๋ยไทยจะเพิ่มขึ้นทันที
กันยายนยังมีแรงกดดัน แต่ค่าไฟลดช่วยบางส่วน
สนค.ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อเดือนกันยายนยังมีแนวโน้มเป็นบวก
ปัจจัยสนับสนุนมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงกว่าปีก่อน อาหารสำเร็จรูป ค่าเดินทาง รวมถึงผัก ผลไม้ ไข่ไก่ และไก่สดที่มีแนวโน้มปรับขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยช่วยลดแรงกดดัน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้างวดเดือนกันยายน–ธันวาคม 2569 ซึ่งลดลงเหลือ 3.86 บาทต่อหน่วย จาก 3.95 บาทต่อหน่วยในงวดก่อน
กระทรวงพาณิชย์ยังคงกรอบคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 ไว้ที่ 1.5–2.5% โดยมีค่ากลางที่ 2.0%
เกษตรกรต้องจับตา “ต้นทุนโตเร็วกว่าราคาขายหรือไม่”
สำหรับภาคเกษตร สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขเงินเฟ้อระดับประเทศคือการติดตามต้นทุนจริงของแต่ละแปลง
เกษตรกรควรแยกต้นทุนด้านน้ำมัน ค่าเครื่องจักร ค่าสูบน้ำ ค่าขนส่ง ปุ๋ย สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และแรงงาน เพื่อให้เห็นว่ารายการใดกำลังเพิ่มขึ้น
จากนั้นจึงเปรียบเทียบกับราคาผลผลิตที่ได้รับ
เพราะหากต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ราคาข้าว ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง หรือผลผลิตชนิดอื่นไม่ได้เพิ่มตาม ส่วนต่างกำไรของเกษตรกรจะลดลง
ในทางกลับกัน สินค้าเกษตรบางรายการที่ราคาปรับขึ้นในดัชนีผู้บริโภค ก็ไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรจะได้รับราคาหน้าไร่เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน เพราะระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคยังมีต้นทุนการรวบรวม ขนส่ง คัดคุณภาพ แปรรูป และค้าปลีก
ดังนั้น ตัวเลขเงินเฟ้อ 2.53% จึงเป็นสัญญาณเศรษฐกิจที่ภาคเกษตรควรติดตาม
แต่คำถามที่สำคัญกว่าสำหรับเกษตรกรคือ
“ต้นทุนของเราเพิ่มขึ้นเท่าไร และราคาที่ขายผลผลิตได้เพิ่มทันหรือไม่?”
หากต้นทุนวิ่งเร็วกว่ารายได้ นั่นคือแรงกดดันที่เกิดขึ้นกับกำไรของเกษตรกรโดยตรง
#นาดีดีดอทคอม #นาดีดีข่าวเกษตร #ข่าวเกษตร #เงินเฟ้อ #นันทพงษ์จิระเลิศพงษ์ #กระทรวงพาณิชย์ #ราคาน้ำมัน #ต้นทุนเกษตร #ราคาปุ๋ย #ค่าขนส่ง #ราคาสินค้าเกษตร #เกษตรกร


