คนใช้ปุ๋ยจับตา! 46-0-0 กลับมาแข็ง ขณะที่ 0-0-60 ยังอ่อน—สมาคมปุ๋ยฯ ชี้แต่ละสูตรอาจไปคนละทาง

ตลาดปุ๋ยโลกในช่วงต้นเดือนกันยายน 2569 เริ่มเห็นทิศทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนในวัตถุดิบแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะยูเรีย ซึ่งเป็นปุ๋ยไนโตรเจนที่เกษตรกรไทยคุ้นเคยในสูตร 46-0-0 กลับมาอยู่ในทิศทางแข็งแกร่งขึ้น ขณะที่ MOP ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของปุ๋ยโพแทช 0-0-60 ยังคงอยู่ในทิศทางทรงตัวถึงอ่อนตัว
สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย รายงานสถานการณ์ตลาดปุ๋ยโลกช่วงต้นเดือนกันยายนว่า ตลาดกำลังเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “ตลาดแยกทิศทาง” โดยปุ๋ยแต่ละกลุ่มไม่ได้ปรับขึ้นหรือลงไปพร้อมกันเหมือนในบางช่วงที่ผ่านมา
ยูเรีย 46-0-0 กลับมาแข็ง
ตลาดยูเรียกลับมามีแรงสนับสนุนจากอุปทานที่ตึงตัว ประกอบกับความต้องการซื้อจากตลาดสำคัญ ทั้งยุโรป บราซิล และสหรัฐอเมริกา
ขณะเดียวกัน อุปทานจากตะวันออกกลางยังเผชิญข้อจำกัดด้านการขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปที่อยู่ในระดับสูงก็เพิ่มต้นทุนการผลิตปุ๋ยไนโตรเจน และอาจทำให้ผู้ผลิตบางส่วนต้องพิจารณาลดกำลังการผลิต
สมาคมฯ ประเมินแนวโน้มยูเรียในขณะนี้ไว้ที่ “Firm to Higher” หรืออยู่ในระดับแข็งและมีโอกาสปรับสูงขึ้น แต่ยังมีความผันผวนสูง
อย่างไรก็ตาม “จีน” ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ หากจีนอนุมัติปริมาณส่งออกยูเรียเพิ่มอีกประมาณ 1–2 ล้านตัน ปริมาณสินค้าในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นอาจช่วยให้ราคากลับมาทรงตัวหรือปรับลดลงได้ แต่หากจีนยังจำกัดการส่งออก ขณะที่ปัญหาการขนส่งจากตะวันออกกลางยังดำเนินต่อไป ตลาดยูเรียก็มีโอกาสแข็งขึ้นอีกครั้ง
0-0-60 คนละทิศกับยูเรีย
ด้าน MOP หรือโพแทสเซียมคลอไรด์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของปุ๋ยโพแทชที่เกษตรกรรู้จักกันในสูตร 0-0-60 กลับมีทิศทางอ่อนกว่าวัตถุดิบปุ๋ยชนิดอื่น
สาเหตุสำคัญมาจากหลายตลาดเข้าสู่ช่วงความต้องการต่ำตามฤดูกาล โดยเฉพาะจีนและบราซิล ขณะที่จีนยังมีปริมาณสินค้าคงคลังอยู่ในระดับสูง ทำให้ตลาด MOP มีแรงกดดันด้านราคา
สมาคมฯ ประเมินแนวโน้ม MOP ไว้ที่ “Stable to Soft” หรือทรงตัวถึงอ่อนตัว
อย่างไรก็ตาม ทิศทางดังกล่าวเป็นสถานการณ์ของวัตถุดิบในตลาดโลก ไม่ได้หมายความว่าราคาปุ๋ย 0-0-60 ที่จำหน่ายอยู่ตามร้านค้าในประเทศไทยจะต้องปรับลดลงทันที
ปุ๋ยฟอสเฟตยังมีทั้งแข็งและอ่อน
สำหรับกลุ่มฟอสเฟต ทิศทางก็ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด โดย DAP ซึ่งเป็นปุ๋ยฟอสเฟตสูงที่พบในสูตร 18-46-0 ยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการของอินเดีย ประกอบกับจีนยังแทบไม่กลับเข้าสู่ตลาดส่งออก
ขณะที่ MAP มีแนวโน้มอ่อนตัวกว่า เนื่องจากความต้องการซื้อจากบราซิลชะลอตัว
ต้นทุนกำมะถันที่ยังอยู่ในระดับสูงยังเป็นอีกปัจจัยช่วยพยุงราคาปุ๋ยฟอสเฟต ทำให้โอกาสที่ราคาจะปรับลดลงอย่างรุนแรงยังมีจำกัด
แล้วประเทศไทยได้รับผลอย่างไร?
สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทยวิเคราะห์ว่า ภาพตลาดต้นเดือนกันยายนสะท้อนให้เห็นว่า ต้นทุนวัตถุดิบปุ๋ยของประเทศไทยไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน
ความเสี่ยงด้านต้นทุนกลับมาเพิ่มขึ้นในกลุ่มไนโตรเจน โดยเฉพาะยูเรียและแอมโมเนียมซัลเฟต ขณะที่ DAP ยังคงอยู่ในระดับสูง ส่วน MOP มีแนวโน้มผ่อนคลายกว่า
สำหรับปุ๋ยสูตรผสม สถานการณ์จึงมีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะวัตถุดิบแต่ละตัวกำลังเคลื่อนไหวต่างกัน เช่น ยูเรียที่แข็งขึ้นอาจเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุน ขณะที่ MOP ที่อ่อนตัวลงอาจช่วยชดเชยต้นทุนบางส่วนในสูตรที่ใช้โพแทชในสัดส่วนสูง
ดังนั้น ทิศทางราคาปุ๋ยในประเทศไทยระยะต่อไปจึงมีแนวโน้ม “แตกต่างกันตามชนิดและสูตรปุ๋ย” มากกว่าการปรับขึ้นหรือลงพร้อมกันทั้งตลาด
ขณะเดียวกัน ราคาขายปลีกในประเทศไทยยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ทั้งต้นทุนสต๊อกเดิม อัตราแลกเปลี่ยน ค่าระวางเรือ ค่าขนส่ง และภาวะการแข่งขันของตลาด จึงยังไม่สามารถนำการเคลื่อนไหวของราคาวัตถุดิบโลกไปสรุปเป็นการขึ้นหรือลงของราคาหน้าร้านได้ทันที
ในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม 2569 ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ นโยบายส่งออกปุ๋ยของจีน สถานการณ์ขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรป และความต้องการซื้อจากอินเดีย บราซิล และสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีส่วนกำหนดว่าการแข็งตัวของตลาดยูเรียในรอบนี้จะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น หรือจะต่อเนื่องเข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี
นาดีดี.คอม จะติดตามสถานการณ์ตลาดปุ๋ยโลกและผลกระทบต่อต้นทุนปุ๋ยในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
#นาดีดีดอทคอม #ข่าวเกษตร #ข่าวปุ๋ย #ราคาปุ๋ย #ปุ๋ย46_0_0 #ปุ๋ย0_0_60 #ยูเรีย #โพแทช #ปุ๋ยเคมี #ต้นทุนเกษตร #เกษตรกรไทย


