เกี่ยวออกมาแล้วแทบไม่เหลือ! ตากมีรายงานข้าวโพดเหลือ 4 บาท เพชรบูรณ์ขายต่ำกว่าทุน–ชาวไร่จี้รัฐ 7.50 บาท

ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กำลังสร้างแรงกดดันต่อเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตเริ่มทยอยออกสู่ตลาด โดยมีรายงานจากพื้นที่ อ.พบพระ และ อ.แม่สอด จ.ตาก ว่าเกษตรกรบางพื้นที่ขายผลผลิตได้เพียงประมาณ 4 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ จ.เพชรบูรณ์ ข้าวโพดความชื้น 30% มีราคาราว 5.30–5.80 บาทต่อกิโลกรัม ต่ำกว่าต้นทุนที่ตัวแทนเกษตรกรประเมินไว้ 6.76 บาทต่อกิโลกรัม จนนำไปสู่ข้อเรียกร้องให้รัฐกำหนดราคารับซื้อขั้นต่ำ 7.50 บาทต่อกิโลกรัม
รายงานสถานการณ์วันที่ 5 กันยายน 2569 ระบุว่า เกษตรกรในพื้นที่ อ.พบพระ และ อ.แม่สอด จ.ตาก เริ่มเก็บเกี่ยวข้าวโพดออกจำหน่าย แต่ราคาที่ได้รับในบางพื้นที่ลดลงเหลือประมาณ 4 บาทต่อกิโลกรัม
*นายประวิทย์ ล้านคำ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด อ.แม่สอด จ.ตาก** ระบุว่า เกษตรกรปีนี้เผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งปุ๋ย สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และน้ำมันเชื้อเพลิง เมื่อราคาผลผลิตลดลงจึงแทบไม่เหลือกำไร และต้องการให้รัฐบาลเร่งหาแนวทางช่วยเหลือ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 4 บาทต่อกิโลกรัมเป็นราคาที่มีรายงานจากเกษตรกรในบางพื้นที่ของตาก ไม่ควรนำไปตีความว่าเป็นราคากลางหรือราคารับซื้อเดียวกันทั้งจังหวัด
เพชรบูรณ์เหลือ 5.30–5.80 บาท ขณะที่เกษตรกรชี้ต้นทุน 6.76 บาท
สถานการณ์ในจังหวัดเพชรบูรณ์ก็ได้รับแรงกดดันเช่นเดียวกัน
พื้นที่หลายแห่งกำลังเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยว โดยมีรายงานว่าข้าวโพดความชื้นประมาณ 30% มีราคารับซื้อราว 5.30–5.80 บาทต่อกิโลกรัม
*นายธีรวัฒน์ รังสิกรรมพุม ตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด จ.เพชรบูรณ์** ระบุว่า ต้นทุนการผลิตที่กลุ่มเกษตรกรประเมินอยู่ที่ประมาณ 6.76 บาทต่อกิโลกรัม
หากเปรียบเทียบกับราคารับซื้อ 5.30–5.80 บาท เท่ากับราคาต่ำกว่าต้นทุนตามการประเมินของกลุ่มเกษตรกรประมาณ 0.96–1.46 บาทต่อกิโลกรัม
สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลว่า หากราคายังอยู่ในระดับนี้ตลอดช่วงที่ผลผลิตออกจำนวนมาก เกษตรกรจำนวนหนึ่งอาจประสบภาวะขาดทุน
ลานรับซื้อก็เจอความเสี่ยง
ปัญหาครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะฝั่งเกษตรกร
ผู้ประกอบการลานรับซื้อในพื้นที่ อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ ระบุว่า ราคาข้าวโพดปีนี้ปรับตัวลงรวดเร็วและมีความไม่แน่นอน
เมื่อลานรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรเข้ามาแล้วไม่สามารถขายต่อได้ การถือสินค้าไว้รอราคาก็สร้างต้นทุนเพิ่มเติม ทั้งดอกเบี้ย ค่าเก็บรักษา และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
มีรายงานว่าลานรับซื้อบางแห่งต้องหยุดหรือปิดกิจการ เนื่องจากไม่สามารถรับความเสี่ยงจากการซื้อสินค้าในช่วงราคาผันผวนได้
หากจำนวนจุดรับซื้อลดลง ก็อาจกลายเป็นอีกปัจจัยที่ลดทางเลือกและอำนาจต่อรองของเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกพร้อมกัน
เกษตรกรเรียกร้องขั้นต่ำ 7.50 บาท
กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในจังหวัดเพชรบูรณ์เรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดราคารับซื้อขั้นต่ำสำหรับข้าวโพดสดความชื้น 30% ที่ไม่ต่ำกว่า 7.50 บาทต่อกิโลกรัม
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 7.50 บาทต่อกิโลกรัมยังเป็น “ข้อเรียกร้องของฝ่ายเกษตรกร” ไม่ใช่ราคารับซื้อที่รัฐบาลประกาศหรือรับประกันแล้ว
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือ นบขพ. ยังไม่สามารถหาข้อสรุปเรื่องราคารับซื้อ 7.50 บาทสำหรับปีการผลิต 2569/70 ได้
หนึ่งในประเด็นที่ยังมีความเห็นแตกต่างกันคือการคำนวณต้นทุนการผลิต
ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หรือ สศก. ที่ถูกส่งให้กระทรวงพาณิชย์ ระบุต้นทุนเฉลี่ยในรูปบาทต่อไร่ที่ 5,662 บาทต่อไร่ ขณะที่กลุ่มเกษตรกรเพชรบูรณ์มีการประเมินต้นทุนในรูปบาทต่อกิโลกรัมอีกชุดหนึ่ง
ดังนั้น การนำตัวเลขต้นทุนมาเปรียบเทียบจำเป็นต้องดูทั้งวิธีคำนวณ ผลผลิตต่อไร่ และเงื่อนไขความชื้นของข้าวโพดด้วย
ทำไมช่วงเก็บเกี่ยวราคาจึงสำคัญมาก?
ข้าวโพดเป็นสินค้าที่เกษตรกรจำนวนมากไม่สามารถเก็บรอราคาได้อย่างไม่มีข้อจำกัด
โดยเฉพาะข้าวโพดที่ยังมีความชื้นสูง ซึ่งต้องเข้าสู่กระบวนการลดความชื้นหรือจำหน่ายภายในช่วงเวลาที่เหมาะสม
หากผลผลิตจำนวนมากออกสู่ตลาดพร้อมกัน แต่กำลังรับซื้อหรือจุดรับซื้อไม่สามารถรองรับได้ทั้งหมด อำนาจต่อรองด้านราคาของเกษตรกรสามารถลดลง
นี่ทำให้การบริหารผลผลิตในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวมีความสำคัญไม่แพ้การกำหนดราคาเป้าหมาย
มาตรการของรัฐจึงต้องพิจารณาทั้งด้านราคา การรวบรวมผลผลิต จุดรับซื้อ การเก็บรักษา และความต้องการใช้ข้าวโพดของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไปพร้อมกัน
จาก 4 บาท ถึงข้อเรียกร้อง 7.50 บาท ช่องว่างที่รัฐต้องตอบ
สถานการณ์ล่าสุดแสดงให้เห็นช่องว่างของราคาที่ค่อนข้างกว้าง
ในบางพื้นที่ของจังหวัดตากมีรายงานเกษตรกรขายข้าวโพดได้เพียงประมาณ 4 บาทต่อกิโลกรัม
เพชรบูรณ์มีรายงานราคาข้าวโพดความชื้น 30% ประมาณ 5.30–5.80 บาทต่อกิโลกรัม
ขณะที่ฝ่ายเกษตรกรเรียกร้องราคาไม่ต่ำกว่า 7.50 บาทต่อกิโลกรัม
แต่การเปรียบเทียบตัวเลขเหล่านี้ต้องตรวจสอบเงื่อนไขของสินค้า โดยเฉพาะความชื้น คุณภาพ รูปแบบผลผลิต และสถานที่รับซื้อ เพราะทั้งหมดมีผลต่อราคาที่เกษตรกรได้รับจริง
สิ่งที่ชัดเจนคือ ชาวไร่ในหลายพื้นที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาผลผลิตในช่วงที่ต้นทุนการผลิตยังสูง
*นายธีรวัฒน์ รังสิกรรมพุม** ระบุว่า หากยังไม่มีการดำเนินการแก้ปัญหา กลุ่มเกษตรกรเพชรบูรณ์พร้อมยกระดับการเคลื่อนไหว รวมถึงการปิดถนนประท้วงอีกครั้ง
จากนี้จึงต้องจับตาว่า นบขพ. กระทรวงพาณิชย์ และรัฐบาลจะมีมาตรการอย่างไรเพื่อรับมือผลผลิตข้าวโพดที่กำลังออกสู่ตลาด
เพราะสำหรับชาวไร่...
ปัญหาไม่ได้อยู่


