ทำนาปีละครั้ง เงินเข้าปีละครั้ง...ต้องรออย่างเดียวหรือ? นิคมสหกรณ์พนาดัน “ผักกางมุ้ง” เติมรายได้ระหว่างรอข้าว

นิคมสหกรณ์พนา จังหวัดอำนาจเจริญ ส่งเสริมสมาชิกเพิ่มช่องทางสร้างรายได้จากการปลูกผักปลอดภัยและผักกางมุ้ง ควบคู่กับอาชีพทำนาและทำไร่เดิม หวังลดข้อจำกัดของครอบครัวเกษตรกรที่รายได้ส่วนใหญ่เข้ามาเป็นเงินก้อนตามฤดูกาล พร้อมใช้การรวมกลุ่มช่วยพัฒนาทั้งองค์ความรู้ การผลิต และตลาด
นิคมสหกรณ์พนามีพื้นที่ประมาณ 45,000 ไร่ ในจำนวนนี้จัดสรรให้สมาชิกใช้ทำกินประมาณ 30,000 ไร่ โดยแต่ละครอบครัวได้รับการจัดสรรพื้นที่ไม่เกิน 50 ไร่
สมาชิกส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาและทำไร่ ซึ่งหมายความว่ารายได้หลักของครอบครัวต้องรอจนกว่าพืชจะถึงช่วงเก็บเกี่ยว
*นางวาสนา คำบุตร ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์พนา** ระบุว่า จากการทำงานใกล้ชิดกับสมาชิก พบว่าเกษตรกรมีรายได้จากผลผลิตตามฤดูกาลเป็นหลัก ไม่ได้มีรายรับเข้ามาเป็นรายวันหรือรายสัปดาห์
เมื่อสภาพอากาศไม่แน่นอน ปัญหาฝนหรือความเสียหายต่อผลผลิตจึงสามารถกระทบต่อรายได้ของครอบครัวได้โดยตรง
นิคมสหกรณ์จึงส่งเสริมให้สมาชิกเพิ่มกิจกรรมทางการเกษตร เช่น การปลูกผักปลอดภัยและการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมระหว่างรอผลผลิตจากอาชีพหลัก
ผักกางมุ้ง เพิ่มโอกาสผลิตช่วงหน้าฝน
หนึ่งในแนวทางที่สมาชิกนำมาใช้คือการปลูกผักกางมุ้งหรือการผลิตผักภายใต้โรงเรือน ซึ่งช่วยให้สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมและลดผลกระทบบางส่วนจากสภาพอากาศและศัตรูพืช
แนวทางดังกล่าวเปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถผลิตผักในช่วงหน้าฝนได้ต่อเนื่องมากขึ้น และสร้างผลผลิตที่สามารถทยอยเก็บจำหน่ายระหว่างปี
อย่างไรก็ตาม การปลูกผักกางมุ้งยังมีต้นทุนทั้งด้านโรงเรือน ระบบน้ำ วัสดุการผลิต แรงงาน และการจัดการ จึงต้องวางแผนให้สัมพันธ์กับตลาดที่รองรับ
จากลงทุน 35,000 บาท สู่การขยายโรงเรือน
หนึ่งในสมาชิกที่สะท้อนแนวทางดังกล่าวคือ คุณแสงเดือน องค์ษาตร์ ซึ่งเริ่มสนใจการปลูกผักหลังมองว่าการทำนาเพียงอย่างเดียวมีต้นทุนค่อนข้างสูง ขณะที่กำไรที่เหลือไม่มากนัก
หลังได้เห็นตัวอย่างเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ และเข้าร่วมศึกษาดูงานเรื่องการทำผักกางมุ้ง จึงนำความรู้กลับมาทดลองในพื้นที่ของตัวเอง
ช่วงแรกมีการลงทุนประมาณ 35,000 บาท และเมื่อผลผลิตชุดแรกออกจำหน่าย มีรายรับประมาณ 30,000–40,000 บาท
หลังจากนั้นจึงทยอยเพิ่มโรงเรือน และพัฒนาการผลิตเพื่อส่งผลผลิตเข้าสู่ตลาดออร์แกนิกเพื่อเพิ่มมูลค่า
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 30,000–40,000 บาทดังกล่าวเป็นรายรับจากผลผลิตตามข้อมูลของเกษตรกร ไม่ใช่กำไรสุทธิ เนื่องจากยังต้องนำต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายต่างๆ มาคำนวณก่อนจึงจะทราบผลตอบแทนที่แท้จริง
จาก 30 สู่ 60 สมาชิก รวมกลุ่มเพื่อสร้างตลาด
อีกส่วนสำคัญของโครงการคือการรวมกลุ่มเกษตรกร
นางวาสนาระบุว่า กลุ่มผักปลอดภัยเริ่มต้นจากสมาชิกประมาณ 30 ราย ก่อนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 60 ราย หลังสมาชิกเห็นประโยชน์จากการเรียนรู้และทำงานร่วมกัน
การรวมกลุ่มช่วยให้สมาชิกสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ วางแผนการผลิต และพัฒนาช่องทางตลาดร่วมกันได้มากกว่าการดำเนินการเพียงลำพัง
สำหรับสินค้าเกษตรที่มีอายุการเก็บรักษาจำกัดอย่างผัก การวางแผนตลาดมีความสำคัญอย่างมาก
หากเกษตรกรผลิตพร้อมกันจำนวนมากโดยไม่มีตลาดรองรับ ราคาสามารถถูกกดดันและเกิดปัญหาผลผลิตเหลือได้
การรวมกลุ่มจึงสามารถช่วยวางแผนทั้งชนิดพืช ช่วงเวลาปลูก ปริมาณผลผลิต และการเชื่อมโยงผู้ซื้อให้สัมพันธ์กันมากขึ้น
ไม่ใช่ให้เลิกทำนา แต่เพิ่ม “จังหวะรายได้”
ประเด็นสำคัญของแนวทางนิคมสหกรณ์พนาไม่ได้อยู่ที่การให้เกษตรกรเลิกปลูกข้าวหรือเลิกทำไร่
แต่เป็นการเพิ่มกิจกรรมการผลิตที่มีรอบสั้นกว่าเข้าไปในระบบเดิม
ข้าวและพืชไร่อาจสร้างรายได้เป็นเงินก้อนเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว ขณะที่ผักสามารถทยอยเก็บและจำหน่ายได้หลายครั้ง
เมื่อมีรายได้หลายช่วงเวลา ครอบครัวเกษตรกรจึงมีเงินหมุนเวียนสำหรับค่าใช้จ่ายประจำวันมากขึ้น โดยไม่ต้องรอรายได้ทั้งหมดจากพืชหลักเพียงรอบเดียว
แนวคิดดังกล่าวยังช่วยกระจายความเสี่ยง หากพืชชนิดหนึ่งได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศหรือราคา เกษตรกรยังมีรายได้จากกิจกรรมอื่นเข้ามาช่วยประคองครัวเรือน
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มอาชีพเสริมต้องพิจารณาทั้งแรงงาน น้ำ เงินลงทุน ความถนัด และตลาด ไม่ควรเลือกพืชเพียงเพราะเห็นเกษตรกรรายอื่นทำรายได้ดี
ตลาดต้องเดินพร้อมกับการผลิต
บทเรียนที่น่าสนใจอีกเรื่องคือ การขยายจำนวนสมาชิกจาก 30 เป็น 60 รายเกิดขึ้นพร้อมกับความพยายามสร้างตลาดร่วมกัน
เพราะเมื่อพื้นที่และจำนวนผู้ผลิตเพิ่มขึ้น ปริมาณสินค้าที่ต้องจำหน่ายก็เพิ่มขึ้นตาม
การสร้างรายได้ตลอดปีจึงไม่ได้เกิดจากการปลูกให้ได้ตลอดปีเพียงอย่างเดียว
แต่ต้องมีผู้ซื้อที่สามารถรับผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องด้วย
กรณีของนิคมสหกรณ์พนาจึงสะท้อนแนวคิดการสร้างรายได้เกษตรในอีกมิติหนึ่ง
แทนที่จะพึ่งเงินก้อนจากพืชหลักเพียงครั้งหรือสองครั้งต่อปี เกษตรกรสามารถพิจารณาเพิ่มกิจกรรมที่มีรอบการผลิตสั้นกว่าและเหมาะกับทรัพยากรของครอบครัว
แต่สิ่งสำคัญคือต้องคิดเรื่องตลาดตั้งแต่ก่อนเริ่มผลิต
เพราะเป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่เพียงการทำให้มีผักออกจากโรงเรือนทุกสัปดาห์
แต่คือการทำให้...
“ครอบครัวเกษตรกรมีรายได้เข้ามาหลายช่วงตลอดทั้งปี”
โดยที่อาชีพเสริมสามารถเดินควบคู่กับพืชหลักและตลาดสามารถรองรับผลผลิตได้อย่างยั่งยืน
#นาดีดีดอทคอม #นาดีดีข่าวเกษตร #ข่าวเกษตร #เกษตรกร #ชาวนา #ผักกางมุ้ง #ผักปลอดภัย #เกษตรอินทรีย์ #นิคมสหกรณ์พนา #อำนาจเจริญ #อาชีพเสริม #รายได้เกษตรกร #ตลาดเกษตร #กรมส่งเสริมสหกรณ์


