แชร์

ทำนาปีละครั้ง เงินเข้าปีละครั้ง...ต้องรออย่างเดียวหรือ? นิคมสหกรณ์พนาดัน “ผักกางมุ้ง” เติมรายได้ระหว่างรอข้าว

อัพเดทล่าสุด: 1 ก.ย. 2026
35 ผู้เข้าชม

นิคมสหกรณ์พนา จังหวัดอำนาจเจริญ ส่งเสริมสมาชิกเพิ่มช่องทางสร้างรายได้จากการปลูกผักปลอดภัยและผักกางมุ้ง ควบคู่กับอาชีพทำนาและทำไร่เดิม หวังลดข้อจำกัดของครอบครัวเกษตรกรที่รายได้ส่วนใหญ่เข้ามาเป็นเงินก้อนตามฤดูกาล พร้อมใช้การรวมกลุ่มช่วยพัฒนาทั้งองค์ความรู้ การผลิต และตลาด

นิคมสหกรณ์พนามีพื้นที่ประมาณ 45,000 ไร่ ในจำนวนนี้จัดสรรให้สมาชิกใช้ทำกินประมาณ 30,000 ไร่ โดยแต่ละครอบครัวได้รับการจัดสรรพื้นที่ไม่เกิน 50 ไร่

สมาชิกส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาและทำไร่ ซึ่งหมายความว่ารายได้หลักของครอบครัวต้องรอจนกว่าพืชจะถึงช่วงเก็บเกี่ยว

*นางวาสนา คำบุตร ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์พนา** ระบุว่า จากการทำงานใกล้ชิดกับสมาชิก พบว่าเกษตรกรมีรายได้จากผลผลิตตามฤดูกาลเป็นหลัก ไม่ได้มีรายรับเข้ามาเป็นรายวันหรือรายสัปดาห์

เมื่อสภาพอากาศไม่แน่นอน ปัญหาฝนหรือความเสียหายต่อผลผลิตจึงสามารถกระทบต่อรายได้ของครอบครัวได้โดยตรง

นิคมสหกรณ์จึงส่งเสริมให้สมาชิกเพิ่มกิจกรรมทางการเกษตร เช่น การปลูกผักปลอดภัยและการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมระหว่างรอผลผลิตจากอาชีพหลัก

ผักกางมุ้ง เพิ่มโอกาสผลิตช่วงหน้าฝน

หนึ่งในแนวทางที่สมาชิกนำมาใช้คือการปลูกผักกางมุ้งหรือการผลิตผักภายใต้โรงเรือน ซึ่งช่วยให้สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมและลดผลกระทบบางส่วนจากสภาพอากาศและศัตรูพืช

แนวทางดังกล่าวเปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถผลิตผักในช่วงหน้าฝนได้ต่อเนื่องมากขึ้น และสร้างผลผลิตที่สามารถทยอยเก็บจำหน่ายระหว่างปี

อย่างไรก็ตาม การปลูกผักกางมุ้งยังมีต้นทุนทั้งด้านโรงเรือน ระบบน้ำ วัสดุการผลิต แรงงาน และการจัดการ จึงต้องวางแผนให้สัมพันธ์กับตลาดที่รองรับ

จากลงทุน 35,000 บาท สู่การขยายโรงเรือน

หนึ่งในสมาชิกที่สะท้อนแนวทางดังกล่าวคือ คุณแสงเดือน องค์ษาตร์ ซึ่งเริ่มสนใจการปลูกผักหลังมองว่าการทำนาเพียงอย่างเดียวมีต้นทุนค่อนข้างสูง ขณะที่กำไรที่เหลือไม่มากนัก

หลังได้เห็นตัวอย่างเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ และเข้าร่วมศึกษาดูงานเรื่องการทำผักกางมุ้ง จึงนำความรู้กลับมาทดลองในพื้นที่ของตัวเอง

ช่วงแรกมีการลงทุนประมาณ 35,000 บาท และเมื่อผลผลิตชุดแรกออกจำหน่าย มีรายรับประมาณ 30,000–40,000 บาท

หลังจากนั้นจึงทยอยเพิ่มโรงเรือน และพัฒนาการผลิตเพื่อส่งผลผลิตเข้าสู่ตลาดออร์แกนิกเพื่อเพิ่มมูลค่า

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 30,000–40,000 บาทดังกล่าวเป็นรายรับจากผลผลิตตามข้อมูลของเกษตรกร ไม่ใช่กำไรสุทธิ เนื่องจากยังต้องนำต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายต่างๆ มาคำนวณก่อนจึงจะทราบผลตอบแทนที่แท้จริง

จาก 30 สู่ 60 สมาชิก รวมกลุ่มเพื่อสร้างตลาด

อีกส่วนสำคัญของโครงการคือการรวมกลุ่มเกษตรกร

นางวาสนาระบุว่า กลุ่มผักปลอดภัยเริ่มต้นจากสมาชิกประมาณ 30 ราย ก่อนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 60 ราย หลังสมาชิกเห็นประโยชน์จากการเรียนรู้และทำงานร่วมกัน

การรวมกลุ่มช่วยให้สมาชิกสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ วางแผนการผลิต และพัฒนาช่องทางตลาดร่วมกันได้มากกว่าการดำเนินการเพียงลำพัง

สำหรับสินค้าเกษตรที่มีอายุการเก็บรักษาจำกัดอย่างผัก การวางแผนตลาดมีความสำคัญอย่างมาก

หากเกษตรกรผลิตพร้อมกันจำนวนมากโดยไม่มีตลาดรองรับ ราคาสามารถถูกกดดันและเกิดปัญหาผลผลิตเหลือได้

การรวมกลุ่มจึงสามารถช่วยวางแผนทั้งชนิดพืช ช่วงเวลาปลูก ปริมาณผลผลิต และการเชื่อมโยงผู้ซื้อให้สัมพันธ์กันมากขึ้น

ไม่ใช่ให้เลิกทำนา แต่เพิ่ม “จังหวะรายได้”

ประเด็นสำคัญของแนวทางนิคมสหกรณ์พนาไม่ได้อยู่ที่การให้เกษตรกรเลิกปลูกข้าวหรือเลิกทำไร่

แต่เป็นการเพิ่มกิจกรรมการผลิตที่มีรอบสั้นกว่าเข้าไปในระบบเดิม

ข้าวและพืชไร่อาจสร้างรายได้เป็นเงินก้อนเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว ขณะที่ผักสามารถทยอยเก็บและจำหน่ายได้หลายครั้ง

เมื่อมีรายได้หลายช่วงเวลา ครอบครัวเกษตรกรจึงมีเงินหมุนเวียนสำหรับค่าใช้จ่ายประจำวันมากขึ้น โดยไม่ต้องรอรายได้ทั้งหมดจากพืชหลักเพียงรอบเดียว

แนวคิดดังกล่าวยังช่วยกระจายความเสี่ยง หากพืชชนิดหนึ่งได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศหรือราคา เกษตรกรยังมีรายได้จากกิจกรรมอื่นเข้ามาช่วยประคองครัวเรือน

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มอาชีพเสริมต้องพิจารณาทั้งแรงงาน น้ำ เงินลงทุน ความถนัด และตลาด ไม่ควรเลือกพืชเพียงเพราะเห็นเกษตรกรรายอื่นทำรายได้ดี

ตลาดต้องเดินพร้อมกับการผลิต

บทเรียนที่น่าสนใจอีกเรื่องคือ การขยายจำนวนสมาชิกจาก 30 เป็น 60 รายเกิดขึ้นพร้อมกับความพยายามสร้างตลาดร่วมกัน

เพราะเมื่อพื้นที่และจำนวนผู้ผลิตเพิ่มขึ้น ปริมาณสินค้าที่ต้องจำหน่ายก็เพิ่มขึ้นตาม

การสร้างรายได้ตลอดปีจึงไม่ได้เกิดจากการปลูกให้ได้ตลอดปีเพียงอย่างเดียว

แต่ต้องมีผู้ซื้อที่สามารถรับผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องด้วย

กรณีของนิคมสหกรณ์พนาจึงสะท้อนแนวคิดการสร้างรายได้เกษตรในอีกมิติหนึ่ง

แทนที่จะพึ่งเงินก้อนจากพืชหลักเพียงครั้งหรือสองครั้งต่อปี เกษตรกรสามารถพิจารณาเพิ่มกิจกรรมที่มีรอบการผลิตสั้นกว่าและเหมาะกับทรัพยากรของครอบครัว

แต่สิ่งสำคัญคือต้องคิดเรื่องตลาดตั้งแต่ก่อนเริ่มผลิต

เพราะเป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่เพียงการทำให้มีผักออกจากโรงเรือนทุกสัปดาห์

แต่คือการทำให้...

“ครอบครัวเกษตรกรมีรายได้เข้ามาหลายช่วงตลอดทั้งปี”

โดยที่อาชีพเสริมสามารถเดินควบคู่กับพืชหลักและตลาดสามารถรองรับผลผลิตได้อย่างยั่งยืน

#นาดีดีดอทคอม #นาดีดีข่าวเกษตร #ข่าวเกษตร #เกษตรกร #ชาวนา #ผักกางมุ้ง #ผักปลอดภัย #เกษตรอินทรีย์ #นิคมสหกรณ์พนา #อำนาจเจริญ #อาชีพเสริม #รายได้เกษตรกร #ตลาดเกษตร #กรมส่งเสริมสหกรณ์


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้