สงครามอยู่ไกล แต่ “ต้นทุน” อาจมาถึงไทย! ข้าวสาลีพุ่งสูงสุดรอบ 3 ปี หลังศึกทะเลดำสกัดเส้นทางส่งออก

ตลาดธัญพืชโลกกลับมาเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งบริเวณทะเลดำอีกครั้ง หลังราคาข้าวสาลีล่วงหน้าในตลาดชิคาโกปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2023 ท่ามกลางความกังวลว่าการส่งออกธัญพืชจากรัสเซียและยูเครนจะไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ
สัญญาข้าวสาลีที่มีการซื้อขายมากในตลาดชิคาโกปรับขึ้นประมาณ 18% นับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม โดยเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ราคาปิดอยู่ที่ประมาณ 7.60 ดอลลาร์ต่อบุชเชล หลังขึ้นไปแตะประมาณ 7.67 ดอลลาร์ระหว่างวัน
ปัจจัยสำคัญไม่ได้เกิดจากปริมาณผลผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ หลังการโจมตีท่าเรือ โครงสร้างพื้นฐาน และเรือสินค้าในบริเวณทะเลดำกระทบต่อความสามารถในการนำธัญพืชออกสู่ตลาดโลก
รัสเซียและยูเครนเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดข้าวสาลีโลก ดังนั้น เมื่อเส้นทางส่งออกของทั้งสองประเทศได้รับผลกระทบ ตลาดจึงตอบสนองอย่างรวดเร็ว
รัสเซียเริ่มเบนธัญพืชไปทะเลบอลติก
ความเคลื่อนไหวล่าสุดวันที่ 31 สิงหาคม 2569 สะท้อนให้เห็นว่าปัญหายังไม่จบ
ผู้ส่งออกธัญพืชรัสเซียกำลังเพิ่มการใช้เส้นทางผ่านทะเลบอลติก หลังการโจมตีและความเสี่ยงด้านความปลอดภัยกระทบการขนส่งผ่านทะเลดำและทะเลอะซอฟ
ก่อนเกิดความติดขัด เส้นทางทะเลดำรองรับการส่งออกธัญพืชทางเรือของรัสเซียประมาณ 90% โดยระหว่างเดือนกรกฎาคม 2568 ถึงมิถุนายน 2569 รัสเซียส่งออกผ่านเส้นทางดังกล่าวประมาณ 46.3 ล้านตัน
แต่เมื่อถึงวันที่ 18 สิงหาคม ความต้องการขนส่งธัญพืชผ่านท่าเรือบอลติกเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5 ล้านตัน ใกล้เคียงกับปริมาณที่มีการร้องขอผ่านท่าเรือสำคัญบริเวณทะเลดำ
ปัญหาคือเส้นทางทางเลือกมีขีดความสามารถจำกัดและมีต้นทุนแตกต่างจากเส้นทางเดิม จึงไม่สามารถทดแทนปริมาณที่หายไปจากทะเลดำได้ทั้งหมดในระยะสั้น
ยูเครนเจอเรือรอเข้าดานูบราว 80 ลำ
ฝั่งยูเครนก็เผชิญปัญหาคล้ายกัน
เมื่อการส่งออกผ่านท่าเรือหลักบริเวณทะเลดำได้รับผลกระทบ สินค้าจำนวนมากจึงถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังท่าเรือแม่น้ำดานูบ
ล่าสุดวันที่ 31 สิงหาคม มีเรือรอเข้าเส้นทางผ่านคลอง Sulina เพื่อไปยังท่าเรือ Reni และ Izmail ของยูเครนประมาณ 80 ลำ
แม้ปริมาณการขนส่งธัญพืชเข้าสู่ท่าเรือดานูบเริ่มเพิ่มขึ้น แต่ข้อจำกัดด้านจำนวนเจ้าหน้าที่นำร่อง การตรวจเรือ และการหยุดทำงานในช่วงสัญญาณเตือนภัยทางอากาศ ทำให้การระบายเรือที่รออยู่ยังต้องใช้เวลา
นี่ทำให้ปัญหาของตลาดรอบนี้เห็นได้ชัดว่า “มีผลผลิต” ไม่ได้หมายความว่า “มีสินค้าเข้าสู่ตลาดโลกได้ทันที”
หากท่าเรือหรือเส้นทางขนส่งไม่สามารถทำงานตามปกติ สินค้าสามารถติดค้างอยู่ในประเทศผู้ผลิต ขณะที่ผู้ซื้อในตลาดโลกกลับต้องแข่งขันกันหาแหล่งสินค้าอื่น
ทำไมประเทศไทยต้องจับตา?
ประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้ผลิตข้าวสาลีรายใหญ่ แต่มีการนำเข้าข้าวสาลีเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและในห่วงโซ่วัตถุดิบอาหารสัตว์
ดังนั้น หากราคาข้าวสาลีในตลาดโลกและต้นทุนค่าขนส่งอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ผู้ประกอบการไทยย่อมต้องติดตามผลกระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบอย่างใกล้ชิด
อีกตลาดหนึ่งที่เกษตรกรไทยควรจับตาคือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ข้าวสาลี ข้าวโพด และวัตถุดิบชนิดอื่นสามารถมีความสัมพันธ์กันในสูตรอาหารสัตว์และตลาดวัตถุดิบ เมื่อราคาหรือความพร้อมของวัตถุดิบชนิดหนึ่งเปลี่ยนไป ความต้องการวัตถุดิบชนิดอื่นก็สามารถเปลี่ยนตามได้
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ควรสรุปว่าการพุ่งขึ้นของราคาข้าวสาลีจะทำให้ราคาข้าวโพดไทยเพิ่มขึ้น หรือทำให้อาหารสัตว์ในประเทศไทยแพงขึ้นโดยอัตโนมัติ
ผลกระทบจริงยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งราคานำเข้า ค่าเงินบาท สต็อกวัตถุดิบในประเทศ นโยบายการนำเข้า สูตรอาหารสัตว์ และราคาของวัตถุดิบทดแทน
สงครามอยู่ไกล แต่ตลาดเชื่อมถึงกัน
สิ่งที่สถานการณ์ทะเลดำกำลังสะท้อนให้เห็นคือ ตลาดสินค้าเกษตรโลกไม่ได้ถูกกำหนดจากปริมาณผลผลิตเพียงอย่างเดียว
ตั้งแต่เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิต จนถึงวันที่สินค้าถึงมือผู้ซื้อ ยังมีท่าเรือ เรือสินค้า ประกันภัย ค่าระวาง เส้นทางขนส่ง และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง
เมื่อจุดใดจุดหนึ่งในห่วงโซ่เกิดปัญหา ผลกระทบสามารถส่งผ่านไปยังประเทศที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร
สำหรับประเทศไทย จึงควรจับตาทั้งทิศทางราคาข้าวสาลี การส่งออกของรัสเซียและยูเครน รวมถึงราคาข้าวโพดและวัตถุดิบอาหารสัตว์ในช่วงต่อจากนี้
เพราะหากวิกฤตทะเลดำยืดเยื้อ คำถามอาจไม่ใช่เพียงว่า
*“ข้าวสาลีโลกจะแพงขึ้นอีกเท่าไร?”**
แต่ต้องถามต่อว่า
“ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลก จะเดินทางมาถึงภาคเกษตรไทยมากแค่ไหน?”
#นาดีดีดอทคอม #นาดีดีข่าวเกษตร #ข่าวเกษตร #เกษตรกร #ข้าวสาลี #ราคาข้าวสาลี #ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ #อาหารสัตว์ #วัตถุดิบอาหารสัตว์ #ต้นทุนเกษตร #รัสเซีย #ยูเครน #ทะเลดำ #ตลาดธัญพืช


