ปุ๋ยเกล็ด 0-52-34 KH2PO4 โมโนโพแทสเซียมฟอสเฟต MKP จากอิสราเอล

คุณสมบัติสินค้า:

แบรนด์ : บ.วาย.วี.พี.

Share

สูตร 0 – 52 - 34 ชื่อสามัญ โมโนโพแทสเซียมฟอสเฟต
คุณสมบัติ เป็นปุ๋ยเคมีชนิดเกล็ดสีขาว ประกอบด้วยปริมาณธาตุอาหารรับรอง ดังนี้
                          ไนโตรเจนทั้งหมด (N)                        0 %
                           ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ (  )          52 %
                           โพแทสเซียมที่ละลายน้ำ (   )               34 %

ประโยชน์สามารถละลายน้ำได้และพืชสามารถดูดซึมธาตุอาหารเข้าทางรากและทางใบ เหมาะสำหรับพืชที่ต้องการธาตุ ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียมสูง


คำแนะนำ
     ควรอ่านคำแนะนำเอกสารกำกับปุ๋ยเคมีให้เข้าใจเสียก่อนหากไม่เข้าใจหรือมีปัญหาสงสัยให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรในท้องถิ่น เพื่อให้การใช้ปุ๋ยเคมีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและไม่ควรใช้เกินอัตราที่กำหนด เพราะจะเป็นอันตรายกับพืชได้
ข้อควรระวัง
1.โดยทั่วไปแล้วปุ๋ยเคมีพ่นทางใบ พืชใช้ประโยชน์ได้น้อย ควรใช้ปุ๋ยเคมีน้ำเสริมกับการให้ปุ๋ยเคมีทางดิน
2. ควรพ่นในช่วงเวลาเช้าหรือเย็น ในเวลาที่อากาศไม่ร้อน ลมไม่พัดแรง และคาดว่าฝนไม่ตก
3. ขณะที่พ่น พืชต้องไม่เหี่ยวเฉา หรือขาดน้ำ
4. การพ่น อย่าให้ถึงเปียกโชก เพราะจะทำให้เสียค่าปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น และประสิทธิภาพปุ๋ยเคมีที่ใช้พ่นทางใบเมื่อตกลงดินจะมีประสิทธิภาพเท่ากับปุ๋ยเคมีที่ใส่ทางดิน
5.ความเก็บรักษาปุ๋ยเคมีในภาชนะที่มิดชิด ในที่ร่มและแห้ง และควรเก็บปุ๋ยเคมีไว้ในที่ปลอดภัย ห่างไกลจากมือเด็ก
6.ระวังอย่าให้ถูกผิวหนังหรือเข้าตา หากถูกผิวหนังหรือเข้าตาควรล้างด้วยน้ำสะอาดทันที

 

 

 

สะสมอาหาร เร่งการออกดอก เร่งใบพืชให้แก่เร็ว ใช้เป็นแม่ปุ๋ยเพื่อผสมปุ๋ยสูตรต่างๆ 
 
ใช้สำหรับ 
1. ละลายน้ำเพื่อเป็นธาตุอาหารสำหรับการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) 
2. ละลายน้ำเพื่อฉีดพ่นพืชโดยตรง โดยพืชสามารถดูดซึมธาตุอาหารผ่านทางใบและสามารถนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ 
 
ประกอบด้วยธาตุไนโตรเจน 0% ธาตุฟอสเฟสที่เป็นประโยชน์ 52% โพแทชเซียมที่ละลายน้ำ 34% สามารถละลายน้ำได้ง่าย ไม่มีตะกอนและพืชสามารถดูดซึมธาตุอาหารไปใช้ได้ทันที 
 
ธาตุฟอสฟอรัส 
หน้าที่และความสำคัญต่อต้นพืช 
1. ช่วยให้ราดดึงดูดโปแตสเซียมเข้ามาใช้เป็นประโยช์ได้มากขึ้น 
2. ช่วยแก้ผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้น เนื่องจากพืชได้รับไนโตรเจนมากเกินไป 
3. ส่งเสริมการเจริญเติบโตของรากฝอยและรากแขนงในระยะแรกของการเจริญเติบโต 
4. ช่วยเร่งให้พืชแก่เร็ว ช่วนในการออกดอก และสร้างเมล็ดของพืช 
5. เพิ่มความต้านทานต่อโรคบางชนิด ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพดี 
6. ทำให้ลำต้นของพืชจำพวกข้างแข็งขึ้นไม่ล้มง่าย 
 
อาการของพืชที่ขาดธาตุฟอสฟอรัส 
1. พืชจะชะงักการเจริญเติบโต ต้นแคระแกรน พืชบางชนิดอาจจะมีลำต้นบิดเป็นเกลียว เนื้อไม้จะแข็ง แต่เปราะและหักง่าย 
2. รากจะเจริญเติบโตและแพร่กระจายลงในดินช้างกว่าที่ควร ดอกและผลที่ออกมาไม่สมบูรณ์ หรือบางครั้งอาจหลุดร่วงไป หรืออาจมีขนาดเล็ก หรือค่อนข้างจะสุกหรือแก่ช้ากว่าปกติ 
3. พืชจำพวกลำต้นอวบน้ำหรือลำต้นอ่อน ๆ จะล้มง่าย 
4. ใบแก่จะเปลี่ยนสีหรือพืชบางชนิดใบจะเป็นสีม่วง ใบมีลักษณะสีม่วงแดงบนแผ่นใบ เส้นใบ และลำต้นจะเห็นเด่นชัด ทางด้านใต้ใบสำหรับฝั่งใบจะมีสีทึบเข้ม อาการจะเกิดขึ้นกับใบล่าง ๆ ของต้นขึ้นไปหายอด 
 
ธาตุโปแตสเซียม 
หน้าที่และความสำคัญต่อต้นพืช 
1. ส่งเสริมการเจริญเติบโตของราก ทำให้รากดูดน้ำได้ดีขึ้น 
2. มีความจำเป็นต่อการสร้างเนื้อของผลไม้ให้มีคุณภาพดี 
3. ทำให้พืชมีคามต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ 
4. ทำให้พืชมีความต้านทานต่อโรคต่าง ๆ 
5. ช่วยป้องกันผลเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับพืช เนื่องจากการได้รับไนโตรเจนและฟอสฟอรัสเมากเกินไป 
6. ช่วยเพิ่มคุณภาพของพืชผักและผลไม้ โดยทำให้พืชมีสีสัน ขนาด ความหวาน และคงทนต่อสภาวะแวดล้อมได้ 
 
อาการของพืชที่ขาดธาตุโปแตสเซียม 
1. ขอบใบเหลือง และกลายเป็นสีน้ำตาล โดยเริ่มต้นจากปลายใบเข้าส่งกลางใบ ส่วนที่เป็นสีน้ำตาลจะแห้งเหี่ยวไป จะเกิดจากใบล่างก่อน แล้วจึงค่อย ๆ ลามขึ้นข้างบน พืชที่เห็นชัดคือข้าวโพด 
2. ทำให้ผลผลิตตกต่ำ พืชจำพวกธัญพืชจะทำให้เมล็ดลีบ มีน้ำหนักเบา พืชหัวจะมีแป้งน้อยและน้ำมาก ข้าวโพดจะมีเมล็ดไม่เต็มฝัก ฝักจะเล็กมีรูปร่างผิดปกติ ใบยาสูบมีคุณภาพต่ำ ติดไฟยาก กลิ่นไม่ดี พืชจำพวกฝ้ายใบจะมีสำน้ำตาลปนแดง สมอฝ้ายที่เกิดขึ้นจะไม่อ้าเต็มที่เมื่อแก่ ถ้าเป็นมะเขือเทศเนื้อจะเละ

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ นโยบายความเป็นส่วนตัวและคุกกี้